<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทียบแผนรับมือโควิดยุโรป ประยุกต์ใช้ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากประเทศไทยพบการระบาดโควิดระลอกที่ 3 ที่มาจากสายพันธุ์เดลตา&amp;nbsp;(อินเดีย)&amp;nbsp;จนส่งผลให้การติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ &amp;nbsp;โดยมีผู้ติดเชื้อถึงหลักหมื่นทุกวัน ซึ่งความกังวลดังกล่าวไม่เพียงอยู่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์สายพันธุ์เดลตาที่มีความรุนแรงมากขึ้น และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;หลายประเทศมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล โดยเฉพาะฝั่งประเทศยุโรป มีการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้อย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศฝรั่งเศส ผู้ติดเชื้อรวม 6.78 ล้านคน ปี 2564 มีการจัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสให้ประชาชนครอบคลุมแล้วเกินกว่า 66% ของประชากรทั้งหมด ถือได้ว่าเกินครึ่งหนึ่งจากประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน แต่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทางการฝรั่งเศสได้ประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการใหม่เพื่อควบคุมโควิด-19 โดยจะยกเลิกการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 สำหรับประชาชนฟรีในเดือน ต.ค. ยกเว้นผู้ที่มีใบสั่งจากแพทย์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเริ่มปฏิบัติสอดคล้องกันในหลายประเทศของสหภาพยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังมีมาตรการควบคู่ โดยเฉพาะมาตรการแสดงใบรับรองสุขภาพ หรือ&amp;nbsp;Health Pass&amp;nbsp;เป็นเอกสารการแสดงผลตรวจเชื้อโควิด-19 ว่าเป็นลบในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา รับรองการฉีดวัคซีน หรือเคยติดเชื้อโควิด-19 และหายดี ก่อนเข้าใช้บริการสถานที่ต่างๆ พื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้บริการตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป หรือมีผู้เข้าร่วม 1,000 คนขึ้นไป รวมถึงขนส่งสาธารณะและโรงพยาบาล และสำหรับการตรวจสอบชายแดนของฝรั่งเศสจะมีความเข้มงวดมากขึ้น และจะมีการทดสอบแอนติเจนกับทุกคนที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสยังมีมาตรการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุในช่วงกลางเดือน ก.ย. โดยกระทรวงสาธารณสุขจะแจ้งรายละเอียดของกลุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นกลุ่มใดบ้างอีกครั้ง &amp;nbsp;และจะเปิดให้ลงทะเบียนจองคิวตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้เป็นต้นไป &amp;nbsp;สำหรับการสวมหน้ากากอนามัยยังคงเป็นสิ่งที่พึงต้องปฏิบัติอยู่ แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนด แต่สถานที่หลายแห่งทั่วประเทศยังคงขอให้ผู้เข้าใช้บริการสวมหน้ากากอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนประเทศเยอรมนีมีผู้ติดเชื้อรวม 3.98 ล้านคน ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 100 ล้านโดส ครอบคลุมจำนวนประชากรแล้วกว่า 60% จากทั้งหมด 83 ล้านคน แต่ยอดผู้ติดเชื้อก็ยังคงพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ชะลอตัวลง โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความต้องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประชากรในเยอรมนีลดลงอย่างมาก และภาครัฐมีความพยายามผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น โดยตั้งจุดฉีดวัคซีนที่ร้านค้าขนาดใหญ่ในสถานที่ยอดนิยมใจกลางเมือง หรือเสนอสิ่งจูงใจต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนรับวัคซีนมากขึ้น รัฐบาลจึงมีนโยบายยกเลิกบริการตรวจโควิด-19 ฟรี และยกเว้นสำหรับบุคคลที่ไม่ได้รับคำแนะนำให้รับวัคซีนด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกันกับฝรั่งเศส
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งขณะนี้รัฐบาลได้มีข้อกำหนดว่า หากประชาชนต้องการเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ก็ตาม หรือเข้าใช้บริการพื้นที่สาธารณะตั้งแต่การรวมกลุ่มในอาคาร การไปร้านอาหาร การไปโบสถ์ โรงละคร หรือสนามฟุตบอล จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน หรือยืนยันผลตรวจโควิด-19 ซึ่งผลการตรวจหาเชื้อเพื่อใช้บริการต่างๆ จะต้องมีการอัปเดตทุกๆ 2-3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอังกฤษที่เป็นอีกประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อที่สูงขึ้น มีผู้ติดเชื้อรวม 5.9 ล้านคน แต่อัตราการเสียชีวิตกลับลดลงจากการระบาดระลอกที่ผ่านมา เนื่องจากความพยายามระดมฉีดวัคซีนของรัฐบาล โดยนับจนถึงขณะนี้ ราว 67% ของประชากรที่มีอายุ 18-29 ปี ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 เข็ม ขณะที่กว่า 72% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ส่วนอีก 88% เพิ่งได้รับวัคซีนเข็มแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดของสายพันธุ์เดลตา ท่ามกลางความกังวลว่าวัคซีนเข็มแรกที่ฉีดให้ประชาชนไปก่อนหน้านี้อาจเริ่มลดประสิทธิภาพลง รัฐบาลอังกฤษได้ออกมาตรการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 ให้ประชาชน 32 ล้านคน คาดว่าจะเริ่มฉีดอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 6 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยรัฐบาลอังกฤษกำลังวางแผนที่จะฉีดวัคซีนเข็ม 3 เฉลี่ยเกือบ 2.5 ล้านโดสต่อสัปดาห์ ให้แก่ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยทุกวัยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อให้แน่ใจว่าภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นในหมู่ประชากรจะไม่ลดลงตลอดช่วงฤดูหนาว และเพื่อที่จะเพิ่มการต้านทานไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษได้ร่วมมือกับภาคเอกชนต่างๆ ในการจัดกิจกรรม แคมเปญ เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ประชาชนเข้ารับวัคซีน เช่น &amp;nbsp;กิจกรรมลุ้นชิงโชคตั๋วชมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการกระตุ้นให้กลุ่มวัยรุ่นเข้ารับวัคซีนมากขึ้น สำหรับบริษัทผู้ให้บริการจัดส่งอาหารและบริการเรียกยานพาหนะหลายแห่ง จะมอบข้อเสนอพิเศษ เช่น ส่วนลดค่าเดินทางและค่าจัดส่งอาหารบนแพลตฟอร์ม เพื่อจูงใจกลุ่มคนหนุ่มสาวให้เข้ารับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ยังมีบัตรกำนัลหรือรหัสส่วนลด สำหรับผู้ที่เดินทางไปยังสถานที่ฉีดวัคซีนชั่วคราวอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนประเทศไทยเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ บ้างแล้ว &amp;nbsp;แต่ถ้านำมาตรการของยุโรปมาเทียบ โดยเฉพาะเรื่อง&amp;nbsp;Health &amp;nbsp;Pass&amp;nbsp;ก็จะทำให้ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่า โอกาสที่จะนำโรคจากร้านค้าไปสู่ที่บ้านนั้นลดลง นอกจากนี้ยังมีหลายมาตรการของยุโรปที่นำมาปรับปรุงประยุกต์ใช้ในไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ฉีดวัคซีนที่ตอนนี้มีการฉีดในโรงพยาบาล สถานพยาบาลศูนย์ฉีดกลางบางซื่อ ซึ่งตามภาพข่าวปรากฏว่ามีประชาชนเข้าไปต่อแถวรอฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก ทำให้การเว้นระยะห่างเป็นเรื่องที่ลำบาก ถ้ารัฐบาลเพิ่มจุดบริการรับวัคซีนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงกับห้างสรรพสินค้า ฯลฯ จะทำให้การกระจุกตัวรอรับวัคซีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสิ่งที่สำคัญคือการจูงใจให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น นอกเหนือจากความปลอดภัยของประชาชนเอง เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่ยอมรับการฉีดวัคซีนซิโนแวคหรือแอสตร้าเซนเนก้า&amp;nbsp;ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจตั้งแต่การไปดีลกับเอกชนเพื่อให้ประชาชนที่จะฉีดวัคซีนได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ &amp;nbsp;มากขึ้น ก็จะทำให้คนไทยได้รับวัคซีนมากขึ้นและเร็วขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายคือ การทำให้ประชาชนยอมรับวัคซีนให้ได้ เพราะจากที่กล่าวมาข้างต้นในประเทศยุโรปเองก็มีคนที่ไม่ต้องการฉีดวัคซีน อันเนื่องมาจากกลัววว่าตัวเองจะได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ดังนั้นในเมื่อตอนนี้ไทยมีวัคซีนซิโนแวคมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ไม่ยอมรับวัคซีนซิโนแวค ได้เกิดความเชื่อมั่นในวัคซีนตัวนี้มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;เพื่อให้บรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด ลดอัตราการป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้โดยเร็ว เพื่อให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, เทียบแผนรับมือโควิดยุโรป ประยุกต์ใช้ในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_6130d7815f5a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
